Work

วันนี้เมื่อปีที่แล้ว คือวันที่ผมเริ่มมาทำงานที่บริษัทที่ทำอยู่ในปัจจุบัน หลังจากที่ว่างงานอยู่ 3 เดือน

ตอนนั้นก็ยังไม่รู้ว่างานเกี่ยวกับหนังสือมันเป็นยังไง แต่ก็สมัครตำแหน่งกองบรรณาธิการไป

คิดว่าเรียนจบด้านภาษามา น่าจะตรงสายกว่างานเดิม ไม่น่ามีอะไรยาก

คงแค่พิจารณาต้นฉบับ กะตรวจปรู๊ฟ สบายอยู่แล้น

 

พอทำไปสักพัก ก็เริ่มรู้สึกว่า อะไรฟระ ทำไมมันเยอะแยะยังงี้ ด้วยความที่ผมเป็นเป็ดตัวนึง ทำอะไรก็ได้ แต่ไม่เด่นซักอย่าง

บางทีผมต้องคิดต้องเขียนหนังสือเอง ต้องคุมการรื้อสร้างเว็บไซต์ใหม่ของบริษัท ต้องออกไปทำกิจกรรมส่งเสริมการขาย ทั้งช่วยขายของ เป็นพิธีกร แสดงละคร เต้นแร้งเต้นกา ต้องไปงานสัมมนาและงานอบรมต่างๆ ฯลฯ

ซึ่งไม่ใช่อย่างที่คิดไว้ตอนแรกเลย ( > .< )

สำนักพิมพ์อื่นเป็นไงผมไม่รู้ แต่ที่นี่กอง บก. ได้ทำทุกอย่างแน่นอนครับ!

 

ความรู้สึกก็มากมายปะปนกันไป มีทั้ง

อบอุ่น (เวลากินข้าวร่วมกันกับพี่ๆในออฟฟิศ)

เซ็ง (เวลาต้องออกไปทำกิจกรรมติดๆกัน)

เศร้า (เวลาที่เห็นเพื่อนร่วมงานลาออกไป)

สนุก (เวลาที่ได้ทำกิจกรรมแล้วผู้คนชอบใจ)

เฮฮา (เวลาที่ได้ร่วมสังสรรค์กับพี่ๆที่ออฟฟิศและน้องๆฝึกงาน)

เครียด (เวลาที่คิดงานใหม่ไม่ออก และทำงานผิดพลาด)

เบื่อ (เวลาที่มีงานที่ไม่อยากตรวจมาให้ทำ)

ดีใจ (เวลาที่เห็นหนังสือที่ตัวเองเขียนขายดี)

 

หัวหน้าที่ออฟฟิศเก่าบอกไว้ก่อนผมลาออกว่า "เวลาทำงานที่ไหน ควรอยู่ให้ครบปี เราจะได้เห็นภาพรวมของที่นั่นได้ชัดเจน แล้วจะได้ตัดสินใจไม่พลาดว่าควรลาออกหรืออยู่ต่อดี" ซึ่งผมไม่สามารถทำได้กับที่เก่า

แต่ตอนนี้ผมทำสำเร็จแล้วครับ! เยๆๆๆๆๆ ฮิ้วๆๆๆๆ

ขอฉลองให้ความสำเร็จเล็กๆของตัวเองหน่อยเหอะ

ออฟฟิศใหม่ ใจดวงเดิม

posted on 31 Oct 2009 22:29 by pakazite in Work

หลังจากที่ย้ายของ และจัดของกันอย่างชุลมุนในสัปดาห์นรกที่ผ่านมา ผมก็ชักภาพเก็บไว้เป็นที่ระทึกทันที และภาพเหล่านี้ก็คือสภาพห้องทำงานใหม่ของผมเอง ไม่ได้อยากจะโอ้อวด แต่กำลังเห่อ และภูมิใจที่แบกโต๊ะตู้ทั้งหมดมาตั้งเอง

มุมมองด้านข้าง

 

เฉียงนิดๆโต๊ะทั้งสองตัวเป็นของผมครับ หะๆๆๆๆ ดีใจเหมือนได้ตังค์

 

ตรงกลาง ระหว่างโต๊ะทั้งสองตัว

 

ขยับเข้ามาอีกนิด ชิดเข้าไปอีกหน่อย

 

สัตว์เลี้ยงของผมเองครับ ชื่อว่าเห้งเจีย ที่จริงเป็นสินค้าของบริษัทแต่จิ๊กเค้ามาตกแต่งโต๊ะ

 

ตรงบอร์ดติดโน้ต อันนี้ไม่ใช่ "คุณซาบซึ้ง" อย่างที่เข้าใจกันนะครับ ผมตั้งชื่อว่า "คุณเศร้าโศก"(เนื่องจากทำงานหนัก แต่เงินน้อย)

 

พื้นที่รกๆหน้าคอม มักจะมีกระดาษ reused เอาไว้สเก็ตช์รูปเสมอ(และเป็นรูปที่มักวาดเล่น ไม่เกี่ยวกะงาน)

 

 

รูปพอร์เทรตที่ช่วงนี้หัดวาดอยู่ ทั้งหญิงและชาย มักเป็นหน้าตรง เพราะวาดไม่เก่ง

 

เยื้องไปทางซ้าย ก็จะกองแฟ้มกับเครื่องเขียนเอาไว้ใช้ และหนังสือที่เอาจากห้องสมุดของบริษัทมาอ่าน

 

 

ส่วนถังใบนี้ไม่ได้เอาไว้ทิ้งขยะ แต่เอาไว้ใส่เศษความคิดที่ไม่ใช้แล้ว รวมถึงข้อมูลที่ล้าสมัยครับ(จริงๆคือเศษกระดาษนั่นแหละ)

 

มุมที่จะมองเห็นทุกครั้งที่เข้ามาในแผนก ของผมตัวในสุดด้านขวา โดนแดดส่องเต็มๆเลยครับ

 

มุมตรงข้ามครับ จะเห็นส่วนที่ใช้ตู้กั้นเป็นเป็นมุมอ่านหนังสือ เรียกว่า ห้องสมุด แม้จะแคบๆ แต่มีหนังสือมากมายให้อ่านเต็มสามด้าน ปัจจุบันยังอ่านไปไม่ถึง 10 % เลย

 

 

ภาพสุดท้าย ถ้าเปิดมู่ลี่ มองออกไปข้างนอก ก็จะเจอกับทิวทัศน์แบบนี้ครับ มีใครทายถูกไหมว่ามันตั้งอยู่ตรงไหน อิๆ

โคดเปื่อยยยย

posted on 25 Oct 2009 21:47 by pakazite in Work

ไม่เคยคิดเลยว่า คนที่เรี่ยวแรงไม่ค่อยจะมีอย่างผมต้องมาง่วนกับการขนของย้ายออฟฟิศถึง 3 วันติดต่อกัน(วันที่ 23 ที่ผ่านมาไม่ได้หยุด และวันนี้ที่เป็นวันอาทิตย์ก็ไม่ได้หยุด)อย่างเป็นบ้าเป็นหลัง(ทำไมเป็นบ้าแล้วต้องเป็นหลังหว่า) ขนของหนักๆติดต่อกันตั้งแต่เช้าจนเย็น และค่ำ แถมยังมีขี้ฝุ่นอีกมากมาย ถ้าเป็นภูมิแพ้คงต้องหามส่งโรงบาลไปแล้ว

คือจริงๆเจ้านายก็จ้างคนนอกมาขนส่งของแหละครับ แต่ไม่พอ เพราะของเยอะมาก

ลูกน้องทุกคนในบริษัทเลยต้องมากอบกู้สถานการณ์ด้วยความเซ็ง

แต่ถึงพี่ๆน้องๆทุกคนจะบ่นเซ้งเซ็ง เหนื่อยคอดๆยังไง แต่สุดท้ายก็มาช่วยกันครบทีมอยู่ดี เค้าเรียกว่าคู่กันแล้วไม่แคล้วกัน หุๆ

 

oh shit! เหนื่อยจริงๆให้ดิ้นตาย

 

แต่ก็ยังดีที่ไม่มีอาการปวดหลังหรือขามากนัก ยังแปลกใจอยู่ว่าทำไมไม่เป็นอะไร ทั้งๆที่นานทีปีหนกว่าจะได้ออกกำลังกาย 

เห็นห้องทำงานใหม่ก็ชื่นใจครับ กว้างขึ้นกว่าเดิม แถมมีพื้นที่เป็นโต๊ะคู่อีกด้วย ดีจังที่เหลือเฟือจนเล่นปิงปองได้ หะๆๆๆ แต่ออฟฟิศใหม่ผมก็หนักใจอยู่สองอย่าง ซึ่งจะว่าไปมันเรื่องคอขาดบาดตายเลยนะ

  1. หาร้านข้าวแทบไม่เจอ ทั้งๆที่บริเวณนั้นเต็มไปด้วยกิจการ อาคารพาณิชย์มากมาย แต่ไม่ยักกะมีใครอยากเปิดร้านข้าวกัน ทำไม ทำไม
  2. อยู่ใกล้ที่พักมากกว่าเดิม แต่เจือกกลับยากกว่าเดิม เพราะออฟฟิศตั้งอยู่ในเส้นหลืบที่แทบไม่มีรถเมล์ผ่าน โอว ไม่ จากเดิมที่ผมแค่ขึ้นรถเมล์ต่อเดียว 15 นาทีถึงหน้าออฟฟิศแบบชิลๆ ผมต้องขึ้นรถสายอะไร กี่ต่อก็ยังไม่รู้ แต่มากกว่า 1 ชัวร์ เพราะไปดูที่ป้ายรถเมล์แล้วไม่มีรถที่ผ่านหน้าปากซอยผมเลย(พอดีวันนี้กลับแท็กซี่ เพราะไม่รู้จะขึ้นรถกี่ต่อกว่าจะถึง แถมเดินไม่ไหวแล้ว) จากที่เคยสายเกือบทุกวัน ผมคงไปทำงานเที่ยงแน่ๆ

พรุ่งนี้ก็ยังต้องถ่อสังขารไปทำงานอีก สุดยอดจริงๆครับพี่น้อง

เพราะฉะนั้นคงไม่แปลกใจแล้วใช่ไหมว่าทำไมผมไม่ได้อัพบล็อกหลายวัน กลับมาก็ไม่มีการ์ตูนให้อ่านซักกระผีกช่องเดียว ไม่ไหวแล้วครับ เปื่อยสุดๆ  ไปนอนดีกว่า