ความรู้เกี่ยวกับบ้านเมืองและการปกครองของผมเท่าหางอึ่ง

ไม่ค่อยอยากจะรับรู้ความเป็นไปนักหรอก

แต่ใครบางคนกล่าวไว้

"แม้คุณไม่อยากยุ่งเรื่องการเมือง การเมืองก็มายุ่งกับคุณ"

ก็จริง เพราะมันไม่ใช่เรื่องไกลตัวเราเลย ไม่ว่ายุคสมัยใดก็ตาม

 

ที่ไม่อยากรับรู้ จะว่าไม่แคร์โลกก็ไม่เชิง แต่เพราะเหนื่อยใจเกินกว่าจะคิดและทำการเปลี่ยนแปลงสิ่งใดๆ

และก็ใช่ว่าจะหมดหวังในความดีงามของมนุษย์ 

แต่มันเศร้า และสมเพช ทั้งตัวเอง และคนต่างๆในแวดวงการเมือง

เพราะจริงๆแล้วผมดูไม่ออกว่าใครดีหรือเลว ที่เคยคิดคิดว่าดีก็ไม่มั่นใจ ที่เคยคิดว่าเลวก็อาจไม่เลวทั้งหมด ดั่งสัจธรรมของโลกที่ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ

และยังไม่รู้ว่าพวกเขาจะ "เล่นการเมือง" กันอย่างเมามันไปถึงไหน ต้องการแย่งชิงผลประโยชน์ไปถึงไหนจึงจะพอใจ แม้ผมจะเข้าใจว่าพื้นฐานของคนเรามักต้องการเอาตัวรอดและเห็นแก่ตัวก็ตามที(ใครที่คิดว่าผมมองโลกในแง่ร้าย ก็อย่าเพิ่งเบือนหน้าหนี  ไว้จะอธิบายความคิดนี้อีกที)

 

ทุกฝ่ายอ้างว่าทำเพื่อประเทศชาติ แต่ผมไม่เห็นว่าชาติกำลังได้รับการเยียวยาจากใครหน้าไหนเลย ให้ตายสิ!

ใครอีกคนก็บอกว่า "(นัก)การเมืองคือความชั่วร้ายที่จำเป็น"

หากเรายอมรับข้อนี้ ก็แสดงว่าเรายอมศิโรราบต่อความฉ้อฉลของนักการเมืองแล้วน่ะสิ

ผมก็ไม่รู้ว่ามันจริงหรือไม่จริง แต่ไม่อยากจะคิดแบบนั้นเลย เพราะนั่นเท่ากับเราไม่เหลืออนาคตที่ดีงามอีกต่อไปแล้ว

 

เคยลองคิดเล่นๆไหมครับ ว่าสังคมมนุษย์กำลังก้าวไปในทิศทางใด และจะจบแบบไหน

ผมเองก็ไม่ทราบแน่ชัดนะว่าประวัติศาสตร์มนุษย์มันยาวนานกี่หมื่น กี่แสนปีแล้ว แต่ที่สงสัยคือ เราต้องล้มล้างแล้วเริ่มใหม่อีกกี่ครั้ง บทเรียนทางประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ไม่สามารถสอนอะไรให้คนรุ่นเราและรุ่นหลังได้เลยเชียวหรือ

 

มนุษย์เราต้องจ่อมจมในวงจรอุบาทว์นี่จริงๆหรือไง

หากการที่มนุษย์ใฝ่ฝันถึงโลกอุดมคติที่ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขเป็นเพียงสิ่งเพ้อเจ้อ แล้วเราจะมีกฎหมาย มีระบอบ ระเบียบต่างๆกันไปทำไม เพียงเพื่อปราบปรามหลอกๆทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่าที่สุดแล้วก็ไม่มีใครดีอย่างนั้นหรือ

สังคมมนุษย์ไม่สามารถก้าวไปสู่ความรู้แจ้งได้จริงๆหรือ

 

ผมไม่ได้จะสั่งสอนใคร ชี้แนะใครหรอกนะครับ มิบังอาจ เพราะตัวผมเองก็ไม่ได้ดีเด่มาจากไหน

แต่ลึกสุดที่ก้นบึ้งของจิตใจ ผมก็อยากเห็นสังคมมนุษย์สงบสุข และหากเป็นไปได้...อาจจะอีกนานแสนนานหลายปีแสงจากนี้ ผมก็อยากให้มนุษย์ตื่นเสียที ตื่นจากความโง่งมของตนเอง คือไม่ต้องรู้แจ้ง ไม่ต้องตรัสรู้ขนาดศาสดาใดก็ได้ แต่ขอให้รู้ว่าที่ผ่านมานับตั้งแต่ประดิษฐ์ลายลักษณ์อักษรเป็นเนี่ย มนูษย์โง่มาพอแล้ว ถึงเวลาแล้วที่จะหยุดการเบียดเบียนกัน และหันมาใช้ชีวิตอย่างสมดุลและเกื้อกูลกันให้มากที่สุด เท่านี้เอง เราก็จะอยู่อย่างมีความสุขกัน แม้ไม่ 100% แต่ก็น่าจะขจัดปัญหาเดิมๆได้ คือถ้ามีใครคนไหนเป็นอมตะแล้วได้อยู่ดูความฉิบหายของสังคมมาตั้งแต่โบราณกาลล่ะก็ เขาคงจะอยากบอกกับประชาชน และผู้นำประเทศต่างๆแบบนี้แน่นอน

 

เฮ้อ...พอเถอะครับ ชีวิตเรามันเปราะบางขนาดที่พร้อมจะปลิดปลิวไปได้ทุกวินาที อย่าได้คิดแต่หาประโยชน์สุขที่เป็นเพียงมายาชั่วคราวเลย เพราะแท้จริงมันไม่ได้อะไรขึ้นมา

 

 

Comment

Comment:

Tweet

คนเราไม่อยากทำอะไรที่แกว่งเท้าหาเสี้ยนหรอก นอกจากคนๆ นั้นจะมีความโลภ และความเห็นแก่ตัวมากเกินไปconfused smile

#6 By Dome on 2010-04-09 19:45

Imagine all the people
Living life in peace...

- John Lennon -
embarrassed

#5 By R O C K on 2010-04-09 15:43

เขียนดีจัง

จบแบบนี้เห็นด้วยอย่างแรง Hot!

#4 By รองเท้าแก้ว on 2010-04-09 13:54

เฮ้อ!
ถอนใจดังๆ
ขอเข้ามาถอนหายใจ
เฮ้อ...

ไม่อยากจะพบจะเจอแต่ก็ต้องทำใจอยู่กับมันต่อไป

big smile
เรากำลังอยู่ในเขาวงกตเกมการเมืองที่ไร้ทางออก